ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน Did you miss your activation email?

ผู้เขียน หัวข้อ: ยามที่เราสับสน ผิดหวัง อยู่ในสภาวะเครียด ควรทำอย่างไรดีคะ  (อ่าน 5646 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

RATCHANEE

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 84
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ยามที่เราอยู่ในสภาวะ เครียด ผิดหวัง คิดมาก ในขณะนั้น ควรทำจิตอย่างไร
เพราะรู้สึก ว่าอึดอัด นอนไม่หลับ และตัดสินไม่ถูก

อยากถามว่าในหลักการปฏิบัติ ควรทำอย่่างไร ที่จะให้มีทุกข์น้อย คลายกังวลได้ มากที่สุด คะ

  :c017:
บันทึกการเข้า

raponsan

  • "อย่าส่งจิตออกนอก"
  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • *****
  • ผลบุญ: +39/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 11504
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0

ขอบคุณภาพจาก http://img329.imageshack.us/


 ความทุกข์ใจ เป็นเหตุให้ทุกข์กาย คุณรัชนี ไม่ได้บอกว่า เหตุใดจึงทุกข์ใจ

 จากประสบการณ์ชีวิตของผม ผิดหวังเกิดจากการคาดหวัง คาดหวังน้อยก็ผิดหวังน้อย
 การคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ถ้าปัญหาเกิด เราจะแก้อย่างไร ต้องทำอย่างไร
 การวางแผนแก้ปัญหาล่วงหน้า เป็นขั้นตอน ๑ ๒ ๓.... จะทำให้เราทุกข์น้อยลง ทำใจได้ระดับหนึ่ง


 ด้วยความรับผิดชอบทางหน้าที่การงานหรือทางครอบครัว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหา
 อยากให้มองว่า "เป็นเรื่องปรกติ อยู่ที่ไหนๆก็มีปัญหา" ในสังคมของบรรพชิตก็มีปัญหาเช่นเดียวกับฆราวาส

"การทำใจให้ยอมรับ ไม่ปรุงแต่งจนเกินไป ไม่ยึดมั่นจนเกินไป จะทำให้ทุกข์น้อยลง"
 กว่าที่ผมจะคิดได้ พอที่ทำใจยอมรับปัญหาทางโลกได้ อายุผมก็ปาไปเลขสี่...


ในขณะที่เกิดทุกข์ทางใจ หากหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่เป็นเหตุให้ทุกข์ได้ ก็ควรทำ
 แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรหาที่พึ่ง เช่น นึกถึงศีล นึกถึงพระรัตนตรัย
 หรือไม่ก็สร้างวิหารธรรมในใจ เช่น บริกรรมพุทโธในใจ


การที่จะรับมือกับความทุกข์ใจต่างๆได้ในระดับไหนนั้น ขึ้นอยู่กับคุณธรรมที่สถิตย์ในใจของแต่คน
 คุณธรรมเกิดจากการภาวนา หรือการปฎิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง
 การทำกรรมฐานในเบื้องต้น ต้องใช้ ทานและศีลเป็นปัจจัยสนับสนุน
 สิ่งที่ผมกล่าวมา ผมนำมาจากประสบการณ์โดยตรงของผม และขอยืนยันว่า
 "การทำให้คุณธรรมสถิตย์ในใจ จะทำให้ใจเราทุกข์น้อยลง"

  ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ
 "สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา"


 สิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านั้น เป็นเพียงสภาวะชั่วคราว อย่าได้ปรุงแต่ง อย่าได้ยึดมั่น จนทำให้เกิดทุกข์เลย

  :49:
 
 

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 10, 2011, 11:41:39 AM โดย nathaponson »
บันทึกการเข้า
พระพุทธองค์รัก "พระเทวทัต" เท่ากับ "พระราหุล" ฉันใด เราจะรักทุกคนฉันนั้น "เมตตาเจโตวิมุตติ"

RATCHANEE

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 84
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
คือ อยากให้เพื่อนๆ ยอมรับในความสามารถคะ เพราะตอนนี้เพื่อนๆ ชอบนินทา ลับหลัง แม้แต่คนที่เราเคารพก็พูดถึงเราในทางเสียหาย คะ บางทีฟังแล้ว นึกแล้ว รู้สึกเครียดขึ้นมาทันทีคะ แต่ใช้ธรรมะ ดับอารมณ์คะ
 
  บางครั้งก็อยากจะเรียก เพื่อน ๆ เหล่านั้น มานั่งคุยกัน อธิบายกันจะได้ไม่ต้องพูดกันอีก ในเรื่องของเรา หรือไม่ต้องพูดถึงเรา

   บางครั้งเราก็เลย ถอนตัวจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ร่วมกับเพื่อน ๆ ไปเลย

  แท้ที่จริง ความทุกข์ที่ไม่สบายใจ ที่เพื่อน ๆ เราชอบพูด ถึงเราในทางเสียหาย นี้สำคัญคะตอนนี้

  เพราะชีวิตโดยส่วนตัวไม่ได้ลำบาก นะคะ
  ครอบครัวก็ดีคะ ทั้งลูก และ สามี ส่วนตัวก็เป็นคนเรียนเก่งคะ

  ขอบคุณสำหรับคำแนะนำเบื้องต้น คะ

  :c017:
บันทึกการเข้า

jittree

  • บุคคลทั่วไป
0
บางครั้งเราต้องยอมรับกรรมด้วยความเคารพ  เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร การเรียกคุยอาจมีประโยชน์น้อยหรือเป็นเหตุของความแตกหัก  สัมพันธภาพที่เคยมีอาจสูญสลายไป  ระดับจิตใจ ระดับการศึกษาแต่ละคนต่างกัน  ขอนับถือคุณรัชนีที่นำธรรมะมาใช้ดับอารมณ์และกิเลสได้ คุณคือผู้ปฎิบัติธรรมโดยแท้จริง  มีจิตที่เปี่ยมล้นด้วยคุณงามความดี  เคยทำดีก็ทำต่อเช่นเดิม  ไม่มีใครเห็นแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เราเป็นปุถุชนที่มีธรรมะ  ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม   ดิฉันใช้วิธีไปปฏิบัติธรรมนุ่งขาวห่มขาว อย่างน้อย 3วัน แล้วอุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้น  เพราะช่วงที่เขาว่าเรา บุญของเขาหมดแล้ว  จึงทำให้เขาเกิดอาสวะกิเลส มีอกุศลเกิดขึ้นในใจ  และเป็นพลังด้านมืดลบผลักดันให้เขาพูดตามที่คิด  ส่วนเราต้องหลีกเลี่ยงการปะทะกัน  อย่าเอาพิมเสนแลกเกลือ  ไม่มีประโยชน์  กรรมก็เหมือน บูมเมอร์แรง มี action ย่อมมี reaction คุณรัชนีมีระดับจิตใจที่สูงอยู่แล้ว  ควรรักษาไว้ อย่าให้จิตตก มิฉะนั้นจะเปิดช่องว่างให้อสูรกาย(ความคิดอกุศล)เข้าครอบงำ เป็นกำลังใจให้นะคะ
บันทึกการเข้า

tasawang

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 115
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ผมว่าเนื้อเรื่อง ยังไม่สมบูรณ์ พอที่จะสรุป ว่าอะไรเป็นอะไรครับ

  เพราะบางครั้ง เราเองมองแต่ ตัวเราว่าดีกว่าคนอื่น บางครั้งคนอื่น อาจจะดีหรือเก่งกว่าเราก็ได้นะครับ หรือมีความสุขต่อเราก็ได้นะครับ ผมว่าถ้าคุณมีธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว สิ่งสำคัญ คือการปล่อยวางครับ คุณยังติดโลกธรรม คือ  สรรเสริญ และ นินทา ซึ่งจัดเป็นหลักภาวนาขั้นพื้นฐานครับ

    ในโลกนี้ผู้ที่ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลกครับ

    แต่บางที่ไม่มีการนินทาจริงก็มี เช่นเราอาจจะคิดไปเอง

    ผมเองมีภรรยา อายุน้อยกว่า เธอจะตามความคิดผมไม่ทัน บางครั้งผมทำงานกลับมาเหนื่อยก็ใช้เวลานั่งเงียบ ๆ ลองทำอยู่อย่างนั้น อยู่ประมาณ สัปดาห์ โดยที่ผมเพียงแค่ยิ้ม และ ไม่ได้พูดอะไรกับแฟนผมมากเลย เรื่องดูเหมือนจะไม่เป็นอะไร แต่ หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 อาทิตย์ ผมจึงทราบจาก แม่ผม เพื่อน ๆ ผมว่า แฟนผมเที่ยวตามไปพูด ปรึกษา คนนั้นคนนี้เรื่องที่ผมเฉยเมยกับเธอ แล้วพาลกล่าวว่าผมกำลังมีเมียน้อย

     เล่ายาวครับ แต่สรุป เลยก็แล้วกันครับ บางครั้งการที่เรามักคิดว่าคนนั้นคิดไม่ดีกับเรา คนนั้นไม่แคร์เรา คนนั้นว่าเรา บางทีก็เกิดจากการคิดไปเองก็มีครับ บางครั้งคุยกันเล่นในหมู่เพื่อน ๆ ก็นำไปจริงจังก็มีครับ สำหรับเรื่องอย่างนี้ภาษาธรรมเรียกว่า อาการจิตนำไป ถ้าใครเป็นแบบนี้ กรรมฐาน ไม่ต้องพูดครับเพราะว่า คุณธรรม ฝึกจิต ปล่อยวางได้นั้น มาก่อนกรรมฐานครับ แสดงให้เห็นว่า เราพก โลกธรรม  คือ ติด ในสรรเสริญ หรือ นินทา มากเกินเหตุครับ

      คำแนะนำเบื้องต้นครับ

     1. เราควรตรวจสอบคุณธรรม ของเราก่อนนะครับ ว่าเรามีคุณธรรม ใด มีขนาดไหน

     2. ปล่อยวาง เรื่องโลกธรรม ลง และควรทำตัวเป็นปกติ การว่างเว้นจากกิจกรรมที่ร่วมกับเพื่อน ก็คือการที่เราแพ้ใจตัวเอง และยอมรับว่าเราเป็นอย่างนั้น

     3. แทนที่ไปแผ่ส่วนบุญให้คนอื่น ผมว่าแผ่ส่วนบุญให้กับกิเลสของตนเองก่อนดีกว่าครับ คือเราไม่ชนะกิเลสพื้นฐานครับ ต้องแผ่เมตตาให้เกับกิเลสของตนเองครับ

     4.ควรฝึกเจริญ อภิณหปัจจเวกขณ 5 ประการนะไว้บ้างนะครับ

     :93: :93: :93:
บันทึกการเข้า

เด็กวัด

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +1/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 149
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
คือ อยากให้เพื่อนๆ ยอมรับในความสามารถคะ เพราะตอนนี้เพื่อนๆ ชอบนินทา ลับหลัง แม้แต่คนที่เราเคารพก็พูดถึงเราในทางเสียหาย คะ บางทีฟังแล้ว นึกแล้ว รู้สึกเครียดขึ้นมาทันทีคะ แต่ใช้ธรรมะ ดับอารมณ์คะ
 
  บางครั้งก็อยากจะเรียก เพื่อน ๆ เหล่านั้น มานั่งคุยกัน อธิบายกันจะได้ไม่ต้องพูดกันอีก ในเรื่องของเรา หรือไม่ต้องพูดถึงเรา

   บางครั้งเราก็เลย ถอนตัวจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ร่วมกับเพื่อน ๆ ไปเลย

  แท้ที่จริง ความทุกข์ที่ไม่สบายใจ ที่เพื่อน ๆ เราชอบพูด ถึงเราในทางเสียหาย นี้สำคัญคะตอนนี้

  เพราะชีวิตโดยส่วนตัวไม่ได้ลำบาก นะคะ
  ครอบครัวก็ดีคะ ทั้งลูก และ สามี ส่วนตัวก็เป็นคนเรียนเก่งคะ

  ขอบคุณสำหรับคำแนะนำเบื้องต้น คะ

  :c017:

ช่วงแรกที่ผมอ่าน กระทู้ครั้งแรกยังไม่่ค่อยจะเข้าใจ พอคุณ รัชนี มาช่วย รีวิวเพิ่มเติม จึงพอนึกภาพคุณออกแล้วครับ

   1.คุณเป็นคนที่มีความคิดว่า ตนเองเก่งเสมอ และ เก่งกว่าใคร ๆ ในกลุ่มเพื่อน

   2.คุณคิดว่าคุณมีความสุข สมบูรณ์ มากกว่า ใคร ๆ

   3.คุณคิดอยากจะแก้ปัญหา ด้วยการพูดคุย ทั้ง ๆ ที่เรื่องนั้น อาจจะจริง หรือ ไม่จริง แต่คุณคิดว่าไม่ใช่เป็นหนทางแก้ปัญหานะครับ

   4.คุณเป็นคนที่แคร์คำพูด หรือ คิดไปเอง ก็ได้เหมือนที่คุณ ตาสว่าง ยกไว้ให้เข้าใจ

   5.แต่ถึงอย่างไรคุณ ก็ยังมีความรู้สึก ผิดชอบ ชั่วดี อยู่ จึงมาขอคำปรึกษาในห้องนี้ รวมถึงเล่าแบ๊กกราวน์ประกอบเพื่อขอคำแนะนำ แต่ช่วงแรก ๆ ที่คุณตั้งปัญหานั้น ไม่มีใครตอบนอกจาก คุณ nathaponson เนื่องจากผมเองก็ยังไม่เข้าใจเหตุ

    ขออภัยหากบทสรุปของผม ผิดพลาด ไปบ้าง หรือไม่โดนใจนะครับ

   คำแนะนำสำหรับ เด็กวัด อย่างผม ก็น่าจะคล้ายคุณ ตาสว่าง นะครับ

   1.อยากให้คุณ พิจารณา ตัวคุณก่อนว่า ตัวคุณเป็นอย่างไร ? สมมุติ คุณมีเพื่อน อยู่ 10 คน เพื่อน 9 คน ตำหนิคุณ ในเมื่อคุณเป็นคนฉลาด ก็ควรจะคิดได้ว่า เราเองนั้นดีจริง หรือไม่ ? บางครั้ง มานะทิฏฐิ ทำให้คนเสียได้นะครับ กระจกส่องเรา ก็คือคนข้างเคียงเรา ทราบว่าคุณ รัชนี ทำงานที่ ศิริราช ก็ต้องมีเพื่อน ซี้ กันบ้างนะครับ มองต่างมุมออกมา ค้นหาตัวเองก่อน ว่าเรามีอะไรที่ผิดอยู่หรือไม่ ? ก่อนที่จะไปกล่าวว่าคนอื่น

   2.หากคุณมีคุณสมบัติที่ดี สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการปล่อย วาง โลก ธรรม คือ คำสรรเสริญ หรือ นินทา ลงเพื่อบุญบารมีสั่งสมโดยส่วนรวม ผมมีเพื่อนผมคนหนึ่ง คนนี้ผมนับถือมากครับ เวลาเขาช่วยเหลือเช่นลูกน้องเขา เช่นกล่าวปกป้องลูกน้อง โดยเจ้านายตำหนิ หรือเวลาลูกน้องเดือดร้อน ก็ส่งเงินทองให้คนไปช่วยเหลือ โดยที่ตัวเขาไม่ได้แสดงตนเองให้ลูกน้องเขาทราบ แม้ลูกน้องคนนั้นด่าเขาลับหลัง เขาก็ยังช่วยเหลืออยู่เลยครับ ซึ่งผมเห็นและรู้มาด้วยตัวผมเอง นับถือมาก 

     ข้อนี้ที่อยากจะบอกคุณรัชนี ก็คือ เมื่อเราทำความดี สร้างกุศล ก็อย่าไปติดในกุศล หรือ ความดี หรืออย่าไปหลง ควรทำต่อไปครับ แต่ไม่ได้ทำให้ใครมาสรรเสริญ รู้ไหมครับคำสอนนี้ ผมได้อ่านทางเมลของพระอาจารย์ที่เคยฟังไว้และกล่าวเตือนให้ผม ไว้ว่า เวลาทำอะไรที่เป็นกุศล ก็ให้ทำต่อไป ไม่ต้องให้ใครมาเห็นใจ หรืออวยชัย เพราะเราเป็นผู้เห็นและอนุโมทนา กับตนเองได้ดีที่สุด

    3.ผมอยากให้คุณเปิดใจครับ ว่าในโลกนี้ ไม่มีดีสมบูรณ์ ทุกเรื่องครับ ผมไม่เชื่อหรอกครับ คนเรามีดีเลว ปนกัน บางครั้งเราก็นิ่งดูดายในเรื่องที่ควรจะทำ บางครั้งเราก็ทำในเหตที่ไม่เป็นเรื่อง ผมเองก็บอกว่าผมเป็นคนเก่ง คุณจะเชื่อหรือครับ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดการลดทิฏฐิมานะ ยอมรับผู้ืือื่นบ้างครับในการอยู่สังคม ส่วนรวม ย่อมมีระดับความรู้ คุณธรรมต่างกัน อย่าไปมองว่าเขาแย่ กว่าเรา หรือเราดีกว่า เขา หรือเราเสมอเขาครับ ควรวางอารามณ์ในฐานะเพื่อนกัลยาณมิตร ด้วยกัน

     ไม่ทราบว่าเพื่อนคุณรัชนี เป็นเพื่อนชาวธรรมหรือไม่ครับ หรือเป็นแค่เพื่อนที่ทำงาน

     ในโลกนี้คนดี มีศีลหายาก ถ้าเจอแล้ว ก็อย่าให้เสียครับ เรื่องบางอย่างเราควรใช้หลักการว่า ไม่เป็นไร พอทนได้ ครับ คนเรามีได้เปรียบ เสียเปรียบ บางครั้งเราเสียเปรียบ บางครั้งเราได้เปรียบ ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขครับ

     ขออภัยหากคำแนะนำของผมไม่โดนใจนะครับ

      :08: :49: :13: :13:
บันทึกการเข้า

มานพ

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +1/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 81
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
เจ๊ ratchanee คิดมากไปหรือไม่ ครับ

  นั่นแน่ ผมเรียก เจ๊ อย่าโกรธ นะครับ เพราะภาษาจีน เจ๊ แปลว่า พี่ นะครับ

  ผมว่า เจ๊ ratchanee อาจจะคิดมาก และ ตีความผิด ไปก็นะครับ

  ที่สำคัญ คนฝึกภาวนาธรรม เขาไม่มาหวั่นไหว กับเรื่อง สรรเสริญ หรือ นินทา หรอกครับ

      ผมว่า หายใจเข้า ฮู่ ๆๆๆๆๆๆๆ
            หายใจออก ฮ่า ๆๆๆๆๆๆ

    ดูหนังละคร บ้างก็ได้นะครับ ฟังเพลง อายุ 30 - 40 - 50 ปี ก็ฟังได้ครับ

  ที่สำคัญ ของดี ไม่ต้องกลัวร้อนครับ

  ฮั่นแน่ อ่านมาถึงตรงนี้ แล้ว อย่าคิดมาก

   ยิ้มหน่อยครับ

    ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม

  ผมอ่านแล้ว ยังมีความเชื่อว่า เจ๊ คิดมากไปเองครับ ปรุงแต่งเองครับ

  ระดับเจ๊ ที่ผมติดตามมาในสาย กรรมฐานหลวงปู่มั่น แล้ว  ปล่อยวางครับ วาง  ๆๆๆๆ แต่ไม่ใช่ทิ้งธุระ นะครับ

 เพราะตอนนี้ต้องพลิกวิกฤติ เป็นโอกาส ด้วยการพิจาณาธรรม คือ ความเป็นจริง ของสรรเสริญ และ นินทา มีค่าอันใดที่จะทำให้ใจเราต้องยึดเหนี่ยว

   ส่วนใหญ่ ที่ผมเจอ คือ ไม่ใช่ปล่อยวางครับ จะเป็น ปล่อยทิ้ง คือทอดธุระ ครับ

  :49:

   
บันทึกการเข้า

เสกสรรค์

  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +3/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 413
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
สนับสนุน ครับ คำแนะนำ ที่ดี

 สำหรับเทวดา ที่ปรารถนา ความสุข คือ สรรเสริญ สุข ลาภ ยศ แล้ว ผมว่า

 ตั้งมั่นในศีล ครับ

   ส่วนหนึ่ง ของ ศีล ต้องพิจารณา ผลกรรม ที่เราทำด้วยนะครับ จะในปัจจุบัน หรือ ในอดีต ก็มีส่วน นะครับ

ผลของวันนี้ ก็คือเหตุของวันก่อน  ถ้าคุณเชื่อเรื่องกรรม สิ่งสำคัญ ผมว่าน่าจะเป็น วิบากพิสูจน์ ตัวคุณเองในการเข้ากระแสธรรม

    ผมเคยฟังพระอาจารย์ พูดให้ฟังว่า เมื่อเราเข้ากระแสธรรม ก็จะได้รับกรรมเร็วขึ้น โดยเฉพาะยิ่งถ้าปรารถนาพระนิพพานในปัจจุบีันชาติด้วย ยิ่งต้องรับผลกรรมทันที ที่ทำไว้ ไม่ม่ข้อยกเว้น

     ดังนั้นหากคุณเป็นผู้เริ่มปฏิบัติธรรม กำลังเข้ากระแสธรรม นี้คุณก็ต้องได้ผลกรรมที่คุณได้ทำไว้แล้วในอดีต ดังนั้นคุณควรจะรับผลกรรมนั้น ด้วยสติ และ ภาวนาตามขั้นตอนที่ครูอาจารย์สอนครับ นอกเสียจากคุณลืมตัวเพราะไม่มีใครช่วยเตือน ดังนั้นอย่าประมาทกับผลกรรมนะครับ ที่สำคัญ เราต้องตัดกรรมด้วยศีล นะครับ มีแต่ศีลเท่านั้นที่จะตัดกรรมได้ แต่ปัญญานั้นตัดภพชาติครับ

     ถ้าฝึกกรรมฐาน อย่าถอยครับแสดงว่าคุณกำลังเข้ากระแสธรรม ครับ


    นับถือ

   :coffee2: :49:
บันทึกการเข้า

หมิว

  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +3/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 391
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0


เห็นด้วยคะ อย่าคิดมากคะ ควรภาวนาต่อไปนะคะ

 :s_hi:
บันทึกการเข้า
ใจดี น่ารัก และ ไม่ชอบคนที่กวน...ใจ
แสงพระธรรม นำทาง นำสู่ใจ ได้รับแสงสว่าง
แสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญาไม่มี

อัจฉริยะ

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +2/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 118
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ดูจากเนืื่ื้อเรื่อง แล้ว รู้สึกว่า คุณ ratchanee นี้เป็นคนมั่นใจตนเองสูงนะครับ จนบางครั้งอาจจะมองไม่เห็นคนอื่นนะครับ บางทีเพื่อนผมเอง บางทีเราต้องเข้าใจเขาครับ ไม่ใช่เรามาถือตัว

   ผมจะเล่าเหตุถือตัวของผม ครับ

   บ้านผม เป็นบ้านค่อนข้างจะมีฐานะ ดังนั้นการพูดจากันจึงไม่มีคำหยาบคาย ผมก็ได้เรียนในโรงเรียนที่ดีครับ เพื่อนที่ผมเเรียนอยู่นั้นก็ไม่มีใครพูดจากคำหยาบคาย จะใช้สรรพนามว่า กัน ผม เป็นต้น จนกระทั่งช่วงที่ผมอยู่ ม 6 ย้ายมาอยู่ลำปางกับพ่อ (เป็นราชการครับ) ย้ายจาก กทม มา พอเข้าเรียน เพื่อน ๆ ในห้อง โห ผมรับไม่ได้ครับ ไม่มีใครพูด ถูกใจสักคน ทั้ง หญิง และ ชาย ใช้สรรพนามกันยุค พ่อขุนราม คือ กู มึง ไอ้ห่า อีสัส หยาบมาก ๆ แต่เขาก็พูดกันในหมู่เพื่อน ๆ ผมเองก็เลยหยิ่งไม่คบกับคนแบบนี้ แต่เกือบทั้งห้องนะครับ ที่พูดอย่างนี้ส่วนคนที่พูดสุภาพ ก็เรียนเก่ง ดี แต่ไม่คบกับเราอีกสุดท้าย ในเดือนแรก ผมไม่มีเพื่อน เล่ายาวเหมือนกันครับ

   แต่เพื่อนพวกนี้ เวลามีเรื่องเดือดร้อน ที่ต้องช่วยเหลือก็มาช่วยงานกันดีครับ ผมเลยเข้าใจว่าเราบางครั้งหยิ่งและคิดว่าตัวเราดี เกินกว่าเขา ทั้ง ๆ ที่เราเองก้ไม่ได้ดีกว่าเขาเลย ผมคิดว่าผมเรียนเก่ง แต่ก็มีคนเก่งกว่าผม ผมคิดว่า ผมมีความสุข ฐานะดี แต่คนยากจนที่นี่มีความสุขดีกว่าผมอีกครับ

    ดังนั้นอยากให้เปิดใจ ครับ อย่ามองว่าเราดีกว่าคนอื่น ครับ แล้วเราจะมีเพื่อนครับ
 

    แนะนำนะครับ เพื่อนกิน มีมาก แต่เพื่อนรักช่วยเหลือกันยิ่งมีน้อย ถ้ามีแล้ว ต้องถนอมกันไว้ครับ ไม่ใช่ไปตั้งข้อรังเกียจเพราะความคิดผิด

     ส่วนเพื่อนอีก 2 ท่าน ที่ผมแนะนำนะครับ ว่าเราควรต้องเคารพอย่างดีก็คือ

      เพื่อนที่ 1 คือ คุณพ่อ คุณแม่ครับ อันนี้ควรเอาใจใส่อย่าละเลยครับ
 
      เพื่อนที่ 2 คือ ครูอาจารย์ ที่ให้ความรู้เราครับ อย่าหมิ่น ครับ

     :08: :49:
บันทึกการเข้า

รีบอร์น

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 78
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ผมติดตามเรื่อง คุณ ratchanee ศิษย์กรรมฐาน สายปู่มั่น

 ส่วนตัวมองเห็นว่า ตกม้าตายเลยนะครับ ภาษาผู้ภาวนาเรียกว่า อ่อนภาวนา ยังมีความหวั่นไหว กับเรื่องเสียง

ในสายกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ นั้นมีการสะกดเสียง 2 ประการเพื่อป้องกันความหวั่นไหวครับ

  1.สะกดเสียงภายนอก สยบเสียงนก เสียงกา เสียงที่แทรกเข้ามาที่โสตประสาท

  2.สะกดเสียงภายใน สยบเสียงแห่งจิตที่ิคิดมาก ฟุ้งซ่าน ทางใจ

  ดังนั้น คุณ ratchannee เป็นศิษย์สายปู่มั่น จึงไม่แปลกใจครับ แต่ถ้าเป็นสาย ศิษย์กรรมฐาน มัชฌิมา แล้วมาหวั่นไหวเช่น นี้แสดงว่าครูอาจารย์ ยังอบรมคุณยังไม่พอ ใช่หรือไม่ครับ ?

  กรรมฐาน ครับ อย่ามองข้าม อย่าคิดว่าฝึกกรรมฐาน จะไปนิพพานเท่านั้น แม้เป็นเทวดาไม่ปรารถนา นิพพาน ในชาตินี้ก็ยังใช้ได้นะครับ

    :s_hi:
บันทึกการเข้า

แมนแมน

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +1/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 83
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ผมว่า คุณ ratchanee คิดมาก และ ส่งอารมณ์ออกครับ

 กับมาเจริญกรรมฐาน เถอะครับ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนกรรมฐานด้วยนะครับ

 ในส่วนการอธิษฐาน และ การขอขมา อย่าขาด

 เพราะบางที่ เราวางจิตผิด นะครับ

 ไม่รู้ตัว เพราะความถือตัวได้

บันทึกการเข้า

พรทิพย์

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 68
  • มีธรรมนำจิต ชีวิตสุขสบาย
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
อย่าคิดมาก ระงับอารมณ์ มุ่งตรงต่อพระกรรมฐาน

 ละอนุสัย เบื้องต้น ก่อนคะ

 อันที่จริง ระดับ คุณรัชนี แล้วไม่น่าจะมาเป้นทุกข์ เพราะเรื่องอย่างนี้นะคะ

  อาจจะมี  เซ็งบ้าง ในบางครั้ง
  อาจจะมี  เบื่อกันบ้าง ในบางหน
  อาจจะมี  เหม็นเบื่อหน้า ในบางคน
  พยายาม ทนทำงานไป เพราะได้ตังค์


บันทึกการเข้า

SAWWALUK

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 240
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ฆ่าความโกรธเสียได้ อยู่เป็นสุข คะ

รู้เห็นตามความเป็นจริง ว่า เสียงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คะ


บันทึกการเข้า

แก้ว

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 89
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0


อย่าคิดมากนะคะ กำหนดฐานจิตที่ 1 พุทโธ ไปเรื่อย ๆ คะ

 :58: :88:
บันทึกการเข้า

ครูนภา

  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • ******
  • ผลบุญ: +25/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 567
  • ภาวนา ร่วมกับพวกท่าน แล้วสุขใจ
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
จากที่อ่าน นะคะ คำแนะนำสองท่าน คือ คุณ tasawang และเด็กวัด ได้แนะนำไว้อย่างดี คะ

 ในส่วนตัวก็คือ คิดว่า คุณ ratchanee เชื่อมั่นในตัวเองเกินไปคะ ตรงนี้จะต้องปรับปรุงก่อนนะคะ

 ส่วนเรื่องจิตที่ควร ปล่อยวางในเรื่อง สรรเสริญ และ นินทา นั้นสำหรับผู้ฝึกธรรมปฏิบัติ ระดับกรรมฐานเช่น คุณ  Ratchanee แล้วไม่อยากจะเชื่อเลยว่า จะมาพลาดกับเรื่องอย่างนี้ คะ แต่เชื่อมั่นว่า คุณ Ratchannee คงต้องการเปิดประเด็นกระทู้ คุยกันบ้างใช่หรือไม่คะ

   แต่ถ้าเป็นจริง คิดว่า คงจะปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ได้แน่ ๆ เลยช่วงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดลองปรึกษาพระอาจารย์ดูก่อนดีกว่าหรือไม่ ลองดูนะคะ ที่ข้อความส่วนตัวใเว็บนี้คะ จะได้ผลในการติดต่อมากที่สุด เพราะส่งเมล โอกาสที่ท่านจะอ่านเมลเรานั้นเป็นเรื่องยากคะ เห็นตอนเช้าประกาศยกเลิกเมล 8000 ฉบับ นะคะ




 
บันทึกการเข้า
ศรัทธา ปัญญา ขันติ ความเพียร คุณสมบัติผู้ภาวนา
ขอเป็นกัลยาณมิตร กับทุกท่าน ที่เป็นกัลยาณมิตร

tcarisa

  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +9/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 476
  • ก้าวน้อย แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
เอาเป็นว่า เสนอวิธี ปล่อยวางให้ดีหรือไม่คะ

  เวลาที่จิตหดหู่อย่างนี้ ก็ควรได้อาศัยกรรมฐาน เป็นเครื่องระงับจิต แต่เหตุที่จะระงับจิตไม่ได้ ก็จะมีมาจากการปรามาสต่อ พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

   ( ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง ดิฉันเองเคยปรามาส พระอาจารย์ ในกระทู้หนึ่ง ช่วงนั้น กรรมฐานทำไม่ได้เลยคะ แต่ก็โชคดีตรงที่ได้เข้ากรุงเทพ และมาขอขมาท่าน ที่วัดราชสิทธารามครา ขึ้นกรรมฐานใหญ่ ตั้งแต่นั้นมาก็ปฏิบัติกรรมฐานได้ง่ายขึ้นสะดวกคะ )

   ดังนั้นหาคุณ ratchannee ปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ได้ในช่วงนี้ต้องนึกให้ออกด้วยนะคะว่า ได้ทำการปรามาสครูอาจารย์ด้วยหรือไม่ บางครั้งอารมณ์ เราฟุ้งจนหมิ่นครูอาจารย์ได้นะคะ เรื่องนี้ต้องระวัง

   สำหรับเรื่องกรรมฐาน ถ้าปฏิบัติไม่ได้ จากประสบการณ์ตัวเองก็มีมาจากเหตุนี้ คะ

   ส่วนเรื่องการปล่อยวาง นั้น ถ้าเราภาวนากรรมฐานได้ ก็จะปล่อยวางได้คะ

   คุยกันเท่านี้ก่อนนะคะ


   :58: :88:
บันทึกการเข้า
เราเป็นหน่ออ่อน ที่รอการเติบโต
จึงขอสั่งสมบารมีธรรม เพื่อพระนิพพาน

kobyamkala

  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • ******
  • ผลบุญ: +5/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 1360
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
คุณ ratchanee เป็นกัลยาณมิตร เรา แก็งค์กบ เคยพบคุณ ratchanee ตอนที่ไปเรียงกระสอบคะ ป้องกันศิริราช โดยส่วนตัวก็มองเห็นว่าดีคะ แต่มีข้อเสียคะ คุณ ratchanee ไม่ค่อยยิ้มนะคะ จะทำหน้าดุ อยู่ตลอดเวลา คือพวกเรายังรู้สึกได้เลยว่าคุณเป็นคนเข้มนะคะ

  อันนี้มองภายนอก นะคะ นี่ขนาดทีมกบ ได้พบมา และไม่ได้พบบ่อย นะคะ ในวันนั้น คุณ ratchanee ได้แสดงความเป็นผู้ใหญ่ พวกเราทีมสนุกสนาน ยังต้องเงียบ ๆ กันเลยคะ คือโดยมนุษย์สัมพันธ์ ที่ไปสัมผัสมานั้น คือจะไม่่ค่อยเป็นกันเอง จะมีการถือตัว อย่างเห็นได้ชัด

   ( ขออภัยที่ kobyamkala ต้องการให้คุณ ratchanee ได้เห็นตัวคุณ ในมุมมองของพวกเราด้วยนะคะ )

  ดังนั้นคิดว่าในที่ทำงาน น่าจะเป็นมากกว่านี้ นะคะ ลักษณะเป็นคนเชื่อมั่นตัวเอง ไม่ค่อยฟังใครเท่าไหร่ เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ลักษณะแบบนี้จะมีเพื่อนน้อยนะคะ ดังนั้น ขอเป็นกระจกให้เพียงเท่านี้คะ

 ขอโทษ ด้วยความคิดถึง นะคะ


   
บันทึกการเข้า
แล้วลองแอบมาแย้มกะลา
เพื่อดูโลก เห็นแล้วตกใจโลกนี้กว้างใหญ่จริง ๆ

nopporn

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +2/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 167
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
เห็นด้วยกับ ยายกบ นะคะ

คิดว่า คงจะคิดมากไปนะคะ

  :58: :58: :58:

บันทึกการเข้า
อยู่แก๊งค์ ป่วนอ๊บ

Mario

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 144
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
อนุโมทนา สาธุ กับคำแนะนำที่ดี ๆ ในวันนี้

 :58: :s_good: :welcome:
บันทึกการเข้า
hero ผู้ปราบอธรรม มาแว้ว
มาเพราะยายกบ เป็นคนชวน
ฝากตัวด้วยไม่ถนัดเว็บ ธรรม
แต่เป็น hero ต้องไม่กลัว ธรรม

drroyz

  • ผู้มีความสนใจในธรรม
  • *
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 4
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ทำ สติปัฏฐานเลยครับ
เครียด ก็ กำหนดว่า
เครียดหนอๆ แล้วจะพบว่า มันสามารถ อนัตตาได้เองเหมือนกัน
(เพ่งสมาธิไปที่ลิ้นปี่)
บันทึกการเข้า

KIDSADA

  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 268
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ทุกอย่าง ว่างเปล่าจากความหมาย แห่งความเป็นตัวตน

 บางทีก็ไม่ต้องไปนึก ไปคิด ให้วุ่นวายครับ ตั้งสติ รู้ทัน ซะก่อนก็ดีนะครับ

 รู้ว่าเรา อึดอัด เครียดแล้ว ก็ต้องสาวหาสาเหตุที่ หงุดหงิด เครียด นี้ เพราะอะไรครับ

  จ่ายยาถูก ก็จะหายได้ครับ

  จ่ายยาผิด ก็ต้องทานหลายชุด นาน ๆ ไป จะดื้อยาได้นะครับ

  กรรมฐาน ที่แนะนำครับ คือ มรณานุสสติ และ พุทธานุสสติ ครับ

  ก็ได้คำแนะนำ ดี ๆ จาก หลาย ๆ ท่านแล้ว ผมคิดว่า คุณ ratchanee ก็คงสบายใจขึ้นบ้างนะครับ
อย่างน้อยโลกนี้ ก็ยังมีคนที่ห่วงใย คุณอยู่เช่นกันครับ

  :08: :coffee2: :coffee2:
บันทึกการเข้า
เราชอบ ป่วนแก็งค์ อ๊บ อ๊บ

pussadee

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 146
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
สาธุ กับคำแนะนำ หลาย ๆ ท่าน อ่านแล้วนับว่ามีประโยชน์ แม้ดิฉันเอง ก็ยังได้รับประโยชน์ด้วยคะ

ก็ขอให้คุณ ratchanee ได้ใคร่ครวญ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ด้วยนะคะ

     

  ต้องลองมองหลายมุม และ ปรับจิตตามมุม ต่าง ๆ ดูคะ
บันทึกการเข้า

modtanoy

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +0/-5
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 112
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
บทสวดสุญญตาพุทโธใช้เพื่อเจริญสัมมาทิฏฐิ



เป็นบทสวดมนต์พิเศษอีกบทหนึ่งที่มีอยู่ในหนังสือคู่ มือพุทธบริษัท ฉบับสมบูรณ์ มีอยู่ที่หน้า๑๘๗-๑๘๘ เวลาสวดให้พิจารณาถึงความหมายใจความของสิ่งที่ท่องพร้อมทั้งพิจารณาถึงสิ่ง ที่เป็นอยู่จริงของตน..จะเห็นว่ามีความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่และเราผู้สวด ได้ท่องและกระทำอย่างที่ท่องหรือไม่.



วิธีการสวดเพื่อให้เห็นผลก็ไม่ยุ่งยาก ไม่มีคำบาลีมากมาย ..เราจะเริ่มต้นสวดมีขั้นตอนดังนี้...


ตั้งนะโม (๓จบ)

๑.สุญญตาพุทโธ...ดี เหลือเกินวันนี้,เรายังมีชีวิตอยู๋,เราจะทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ ให้ดีที่สุด,จนสุดความสามารถในทุกๆกรณี,แต่เราจะไม่หวังอะไร จากใครๆ,โดยที่สุดแม้แต่คำว่า"ขอบใจ",เพราะอำนาจอยู่ที่พระธรรม  (เป็นวิธีปฏิบัติธรรมทั้งกันและแก้ โลภะ :ความโลภ)

๒.สุญญตาพุทโธ..ชีวิต ของเรานี้,ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย แน่นอน,จะแก่แบบไหน จะเจ็บแบบไหน จะตายแบบไหน,เวลาไหน ตรงไหน มาเถิด,เราพร้อมแล้ว,ถึงอย่างไรเราจะไม่เป็นทุกข์,เพราะไม่ใช่ของเรา แตเป็นของพระธรรม   (เป็นวิธีปฏิบัติธรรมทั้งกันและแก้ โมหะ:ความหลง )

๓.สุญญตาพุทโธ...ญาติ ทั้งหลาย,มีมารดาบิดาเป็นต้น,ตลอดถึงทรัพย์สมบัติทั้งหมดทั้งสิ้น,ต้อง พลัดพราก ล้มหายตายจากกันไปอย่างแน่นอน,ไม่วันใดก็วันหนึ่ง,ถึงเป็นเช่นนั้นเราจะไม่ เป็นทุกข์ เพราะไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของพระธรรม(เป็นวิธีปฏิบัติธรรมทั้งกันและแก้ โมหะ:ความหลง )

๔.สุญญตาพุทโธ...ไม่ ว่าเราจะทำอะไรลงไปก็ตาม,คนทั้งหลายต้องรู้สึกกับเรา อย่างน้อย๓ประเภท,คือ เขาว่าเราดีบ้าง,เขาว่าเราไม่ดีบ้าง,เขาไม่สนใจกับเราเลยบ้าง,เราจะไม่ค้าน ไม่เถียงและไม่หวั่นไหว,โดยประการทั้งปวง,ถ้าเขาว่าเราดีก็ถูกของเขา,เขาว่า เราไม่ดีก็ถูกของเขา,เขาไม่สนใจเราเลยก็ถูกของเขา,อย่างนั้นเอง,เราจะไม่ เป็นทุกข์,เพราะธรรมะใครทำใครได้(วิธีปฏิบัติธรรมทั้งกันทั้งแก้โลภะ โทสะ โมหะ)

๕.สุญญตาพุทโธ...ทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งผลงานที่ทำไปแล้วทั้งหมดทั้งสิ้น,เราขอยกให้พระธรรมทั้งหมด,เราจะไม่ หวังที่จะเอาอะไร,เราจะไม่หวังที่จะเป็นอะไร,ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกไหนๆ,โดย ประการทั้งปวง,เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระธรรมสุญญตา (วิธีปฏิบัติธรรมทั้งกันทั้งแก้โลภะ โทสะ โมหะ)

๖.สุญญตาพุทโธ...ทุกๆ ชีวิตต่างก็มีความทุกข์อยู่แล้ว เราคนหนึ่งจะไม่เพิ่มทุกข์เพิ่มโทษให้แก่ทุกๆชีวิตเลย,ถึงแม้ว่าเขาจะด่า นินทา ใส่ร้าย ทุบตี,หรือโดยที่สุดฆ่าเราให้ตายก็เชิญเถิด,เราจะไม่ทำตอบ,เพราะการทำตอบเลว สองเท่า,พระพุทธเจ้าตรัสไว้,บุญกุศลใดๆที่ข้าพเจ้าได้กระทำให้เกิดมีขึ้น แล้ว,ขอบุญกุศลนั้นๆจงถึงแก่ทุกๆชีวิต,ทั้งที่ตายไปแล้วด้วย,ทั้งที่มีชีวิต อยู่เดี๋ยวนี้ด้วย,ขอให้มีความสุข,แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวง,เข้าสู่พระนิพพาน โดยเร็วพลันเทอญ(วิธีปฏิบัติธรรมทั้งกันทั้งแก้โทสะ :ความโกรธ)

๗.สุญญตาพุทโธ..ต่อไปนี้,ข้าพเจ้าต้องเชื่อฟัง ต้องขยัน ต้องไม่ดื้อ,ต่อพระธรรมอีกต่อไป(วิธีปฏิบัติธรรมทั้งกันทั้งแก้โลภะ โทสะ โมหะ)

๘.สุญญตาพุทโธ..ทำหน้าที่ไม่หวังอะไร ไม่เป็นอะไร,สะอาด สว่าง สงบ,ใจอยู่กับนิพพาน,เพราะไม่มีเรา,มีแต่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา,ที่เกิดดับถี่ยิบ ไม่มีเบื้องต้น ไม่มีที่สุด. (วิธีปฏิบัติธรรมทั้งกันทั้งแก้โลภะ โทสะ โมหะ)


http://sunyata.igetweb.com/index.php?mo=5&qid=391927
บันทึกการเข้า

raponsan

  • "อย่าส่งจิตออกนอก"
  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • *****
  • ผลบุญ: +39/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 11504
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0

  อยากบอกว่า ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก
  อนุสัยที่หมักดองอยู่ในจิตของทุกคน ถูกสะสมมาหลายภพหลายชาิติ
  การที่จะสลัดอนุสัยทิ้ง ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่อยากให้คิดว่ามันยาก

  องค์ธรรมที่จะสถิตย์ในจิตของแต่ละคนได้ ต้องใช้เวลา มันมีลำดับของมันอยู่
  ที่สำคัญต้องรักษาการเดินอยู่ในมรรคเอาไว้ อย่าได้หยุด


  ขอเป็นกำลังใจให้ผู้มีอาสวะกิเลสทุกท่าน
  หากต้องการข้ามสังสารวัฏฏ์นี้ ต้องเร่งปฏิบัติครับ


  "ไม่ควรดูหมิ่นต่อบุญว่า มีประมาณน้อย จักไม่มาถึง
  แม้หม้อน้ำย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง ฉันใด
  ผู้ฉลาดสั่งสมบุญ แม้ทีละน้อยๆย่อมเต็มได้ด้วยบุญ  ฉันนั้น"


  "หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย ลงมือเสียแต่วันนี้
  ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป
  เพราะถึงเวลานั้น พวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทาง ไปอีกนานแสนนาน"

   :25:
บันทึกการเข้า
พระพุทธองค์รัก "พระเทวทัต" เท่ากับ "พระราหุล" ฉันใด เราจะรักทุกคนฉันนั้น "เมตตาเจโตวิมุตติ"

เท่ากับผลรวม

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +11/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 168
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ผมนึกถึงผลรวม ขึ้นมานะครับ

  สมมุติ ว่าเรา เล่น หมากรุก อยู่ และ ก็เล่น ชนะ อยู่ทุกตา นะครับ

  ผล ก็คือ เราก็จะภูมิใจ ทุกครั้ง ที่เราเก่ง ขณะเดียวกัน ก็จะแคลน ว่า อีกฝ่าย ไม่เอาไหน

  ยิ่งเล่น นาน  ๆ ไป ก็จะรู้สึก เซ็ง และ เบื่อ  มันช่างไ้ร้ชีวิต ชีวา เสียจริง

   อันนี้เป็นฝ่ายที่ชนะ นะครับ


  ส่วนฝ่ายผู้แพ้ ก็คิดว่า เรานี้ไม่เอาไหน พยายาม แล้ว พยายาม อีก ก็ไม่ชนะ สักที
 
  ยิ่งเล่น เท่าไหร่ ก็ยิ่งฝังใจ ในความขัดเคือง ทั้งตนเอง และ ฝายตรงข้าม

  สุดท้าย ก็จะตกไปในอารมณ์ ของความท้อแท้ แล ขัดเคือง เขาย่อมละจากผู้ชนะ เพื่อไปหา ผู้ที่จะแพ้เขา

   
    อันนี้เป็นอารมณ์ของ ผู้แพ้

   
   ถามว่าีชีวิตของเรา ก็เปรียบ กระดาน และ ตัวหมากรุก บนกระดาน การดำเนินชีวิต ของผู้อยู่ในโลก ย่อมเป็นเยี่ยงนั้น ผมไปเห็น พ่อลูก คู่หนึ่ง พ่ออายุ 40 กว่า ส่วนลูกอายุ 12 เมื่อวานนี้ พ่อนั่งเล่นหมากรุก กับลูก แพ้ทุกตา เป็นเวลา ตั้งแต่ 11.00 น. ถึง 15.00 น. ผมผ่านมาและมอง ส่วนพ่อของเด็กนั้น ก็เป็นคนที่ผมรู้จัก และ ผมเล่นหมากรุก กับเขาทีไร ก็ไม่เคยชนะเขาได้สักตา แต่เขาเล่นกับลูก แพ้ทุกตา ซึ่งลูกเขาก็ดีใจ ว่าชนะพ่อได้ทุกตา เป็นวันหยุดที่ผมเห็น ความรักของพ่อ ที่มีต่อลูก เขาจริงๆ

   ถ้าจะบอกว่า เด็กเก่งกว่าพ่อหรือไม่ ผมไปยืนดูผม ยังเบื่อเลยครับ เพราะเด็กเล่นไม่เอาไหนเลย

   แต่ผมเข้าใจ ความรักของพ่อ ที่อยากให้ลูกมีความสุข ครับ

   ตกเย็น ผมได้คุยกับชายผู้นี้หน้า บ้าน ถามว่าทำไม ให้ลูกชนะทุกตาเลย

   เขาตอบว่า ผมมีความสุขที่เห็นลูกชาย ยิ้ม และ ได้อยู่ด้วยกัน เพราะเขากับลูกชาย ไม่ค่อยจะได้เล่นหรืออยู่ด้วยกันนาน ๆ อย่างนี้

   เล่ามาพอให้ท่าน ได้เห็นความจริง ครับว่า

     ชีวิตของคนเรา ต้องมีผ่อนปรน ครับ ตรง หมดก็ไม่ได้ แข็ง ไปก็หัก ตึงไป ก็ขาด หากต้องอยู่ร่วมในสังคมด้วยกัน ก็ต้องมี รับ มีรุก มีหนัก มีเบา มีผ่อนคลาย มีตึงเข้ม คละเคล้าปนเปกันไป ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นศิลปะที่ต้องใช้พระธรรม คือการเจริญ สติ ในความเป็น ผู้มีศีล มีธรรม กันนะครับ

     คนดีที่ถูกใจคน ไม่มีจริง ในโลกนี้ ผมไม่เคยเห็นใครทีว่าดีในโลกนี้ ไม่โดนด่า เลยครับ

     ยกตัวอย่าง ผมเคาพรพ หลวงตามหาบัน แต่ ก็มีคนด่าท่านมาก

                 ขนาดในหลวงที่เรารัก ก็ยังมีคนโพสต์ ว่าพระองค์ ท่านอย่างเสียหาย เยอะมาก

        ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในสังคม ไม่มีทางที่จะทำอะไรถูกใจ ในสังคม ทั้งหมด

     ดังนั้นศิลปะการมีชีิวิต อย่างมีความสุข คุณต้องขีดความสุขของคุณไว้ให้มีขอบเขต

        คุณขีดไว้เพียงครอบครัว ก็สุขเพียงครอบครัว

        คุณขีดไว้ในที่ทำงาน ก็สุขเพียงที่ทำงาน

       แต่แก่นแท้ ที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงภายนอก ไม่ใช่แก่นจริงตามหลักธรรม

  แก่นตามหลักธรรม คือ คุณต้องเข้า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ของ กาย เวทนา จิต และ ธรรม

  สรุปถึงจะกล่าวยืดยาว แต่ขอให้ข้อคิดว่า

 
       เมื่อเราอยู่ในสังคม ต้องผ่อนหนัก ผ่อนเบา เพราะสังคมไม่ได้แคร์เรา และเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
เมื่อใจรู้อย่างนี้ ก็จะทุกข์น้อยครับ ให้เขาได้เปรียบบ้าง เสียเปรียบสลับกันไป ครับชีวิตจะสงบเย็น แต่หากเราเป็นประเภท ไม่ยอมเสียเปรียบ ก็จะหาความสุขอยาก


 :s_hi: :coffee2: :49:

 
     
บันทึกการเข้า
ชีวิต นี้เพื่อพุึทธศาสน์

Skydragon

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 76
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ใครชอบ ใครชัง ช่างเถิด
ใครเชิด ใครชู ช่างเขา
ใครด่า ใครบ่น ทนเอา
ใจเรา ร่มเย็น เป็นพอ


 

ช่างหัวมัน
บันทึกการเข้า

RATCHANEE

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 84
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ขอบคุณ เพื่อน ๆ ทุกท่าน คะ ที่ให้คำแนะนำ ช่วงที่ดิฉัน ได้อ่านคำตอบที่พวกท่านทั้งหลายได้ตอบกันลงมาแล้ว บาง คำตอบแล้ว รู้สึกว่า กระทบใจอย่างแรง เลยคะ ต้องอ่านกลับไป กลับมาหลายรอบ เพราะอ่านแล้วรู้สึกหงุดหงิด เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ได้มีมุมมอง ที่แสดงให้เห็นว่า ดิฉัน เป็นคนที่ ถึือดี อวดเก่ง แหมอ่านแล้วรู้สึก ตะหงิด ๆๆ เพิ่มขึ้นมา ยิ่งอ่านอารมณ์ ยิ่งหงุดหงิด มาก และดิฉัน ก็อ่านทบทวน กลับไป กลับมา จนกระทั่งดิฉัน เริ่มมองเห็นตัวเอง อย่างที่ท่านทั้งหลาย ชี้แนะกัน เราเชือมั่นตนเองเกินไป ฉันเก่งตลอด ฉันสมบูรณ์ เพียบพร้อม เป็นคนดีกว่าใคร ๆ ก็เริ่มเข้ามา แต่ทำไม ฉันเก่ง แล้ว ต้องมาทุกข์อย่างนี้ ล่ะ ทำไมคนเก่งต้องมาุทุกข์ว่า  คนอื่น นินทา หรือ ให้ร้าย นะ ดิฉันนึกไป นึำกมา ก็เลยไปนั่งมองหน้าตัวเอง ตอนที่ทุกข์ในกระจก ตามที่ท่านทั้งหลายแนะนำกัน

    เมื่อเห็นตัวเองในกระจก ดิฉันเห็นสีหน้าตัวเอง ที่เป็นทุกข์ ที่ฉันเแบกไว้ แหมตอนนี้ก็ยังมาแบบ คำแนะนำที่ท่านทั้งหลายหวังดีแนะนำให้ฉัน กลายเป็นคำตำหนิ ด่า โดนที่ใจไม่ยอมรับ พอเห็นหน้าตัวเองในกระจกแล้ว รู้สึกถึงความหม่นหมองและขำกับตัวเองจริง ๆ ที่ มันช่างพาความคิด ที่คิดมาก คิดมายเสียเหลือเกิน มองความดีของเพื่อน ๆ ที่ไม่รู้จัก มาช่วยแนะนำกลายเป็นคำด่า ตำหนิ ไปเสียอีก นี่ฉันเป็นอะไรไป กรรมฐานที่ฝึกมามันหายไปไหน พอสำรวจไปสำรวจมา เป็นเพราะลืมแม้กระทั่ง ครูอาจารย์ ตำหนิไปถึงครูอาจารย์ ทั้ง ๆ ที่ครูอาจารย์ก็สอนกรรมฐาน มาไว้ดีแล้ว แต่ไม่นำมาใช้ จัดการนำกิเลส

    พอนึกถึงมาตรงนี้ ดิฉันจึงเดินกลับไป ที่ห้องพระแล้ว พนมมือ กล่าวคำขอขมา ครูอาจารย์ ที่ลูกศิษย์ลืมคำสอนของครูอาจารย์ในการภาวนา เมื่อขอขมาเสร็จ จึงนั่งกรรมฐานภาวนา พุทโธ หายใจเข้า หายใจออก ประมาณเกือบ 30 นาที ซึ่งวันนี้แปลกมากทุกครั้งไม่เคยทำกรรมฐานได้ แต่วันนี้กลับทำกรรมฐานได้ รู้สึกดีมาก ๆ เลยคะ พอได้กลับมาอ่านคำตอบของเพื่อนที่โพสต์ให้นั้น รู้สึกได้ถึง ความน่าชัง ของตนเองทันทีเลยคะ รู้สึกได้เลยว่า เราปล่อยให้กิเลสพอกใจจนถือดี มองไม่เห็นใครดีกว่า ทั้ง ๆ ที่เพื่อน ๆ ทุกท่านต่างช่วยกันเสียสละเวลามาให้คำแนะนำดิฉันในฐานะ เพื่อนทางธรรม ดิฉันนี่ใช้ไม่ได้จริง ๆ ยิ่งอ่านยิ่งเห็นน้ำใจของทุกท่านและพิจารณา การทำงานของดิฉันที่มีเพื่อน ๆ ต่างๆ นั้นเป็นเพราะนิสัยของดิฉันเองที่รู้สึกว่า ใครก็ไม่ดีเท่าฉัน มีแต่ฉันที่ดีกว่า นี่เอง ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้น ไม่ได้ทุกข์อย่างดิฉันกันเลยมีแต่ดิฉัน ที่เก็บความคิด และ คิดมากที่เขาเหล่านั้นกระทำกัน

    เมื่อวานฉัน เปลี่ยนอารมณื ลองเปลี่ยนมุม คุยกับทุกคน ลองไปนั่งฟังเขาพูดกันจริง ๆ สิ่งที่ฉันคิดว่าคนนั้นรังเกียจเรา คนนี้ว่าเรา คนนี้คิดไม่ดีกับเรา มันกับตรงกันข้ามกับที่ดิฉันคิด ทุกคนกุลีกุจอ ช่วยเหลือดิฉันทันที และ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนดีกับฉัน จริง ๆ แล้วเมื่อก่อนความคิดที่เราคิดมาก คิดไปเอง นี่เองที่มันบดบังใจของเรา ดิฉันลงไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ทุกคนดีใจกัน คุยกันอย่างเป็นปกติ

 
    และที่ไม่ปกติ ที่ฉันนอนทุกข์ มันมาจากไหนกันนะ ?

    ดิฉันตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะอะไร ? สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า เป็นเพราะดิฉัน คิดมาก คิดไปเองจริง คิดไปเอง เออเอง และคนข้าง ๆ ของดิฉัน คือ สามี และ ลูก ละ ทำไมเขาถึงไม่ให้คำปรึกษากับดิฉัน กันเยี่ยงนี้ อะไรเป็นเหตุบังใจ

    สิ่งสำคัญที่เราลืม ก็คือ วิชา ที่กล่อมเกลาจิต เรียกว่า กรรมฐานนั้น มิได้นำมาใช้นี่เองเป็นเพราะหมิ่นในครูอาจารย์ด้วย

    สรุป แล้ว ตอนนี้ดิฉัน เริ่มมองเห็นตัวเองของดิฉันแล้วว่า เป็นคนที่ยังปฏิบัติธรรมไม่ดีพอคะ

    ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกท่าน นะคะ ที่ช่วยให้คำแนะนำ และหวังว่า จะให้คำแนะนำแก่ิดิฉัน กันไปอย่างนี้ตลอดไปนะคะ


     :c017: :c017: :c017: :25: :25: :25:
บันทึกการเข้า

Skydragon

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 76
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
แทบทุกลมหายใจที่คนเราต่างทำแต่สิ่งที่ทำแล้วเสียใจทีหลัง เพราะการปล่อย ความเลินเล่อ ทั้งที่รู้ว่า สิ่งไม่ดีทุกอย่างทั้งสิ้น จะพาใคร หรือแม้แต่ตัวเขาเองไปสู่จุดไหน เพราะไม่ยอมพิจารณาให้เห็นว่า โทษของสิ่งไม่ดี ที่แสดงออกทางกาย วาจา ใจ เป็นอย่างไร ทำสิ่งที่ดี หมดแรง แต่ทำสิ่งที่ไม่ดี ทำได้

มนุษย์เรา เวลาที่ทำงานเหนื่อย ๆ ก็บ่นอยากพัก

แต่หลายครั้ง เมื่อได้พักแล้วก็นอนเฉย ๆ หรือประมาท ไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์

เมื่อเวลา ที่เป็นโอกาสดี ๆ เหล่านั้นผ่านไป ปุถุชนก็จะถามอีก ว่า เมื่อไหร่จะได้พัก

หลายครั้งที่ปล่อยจิตให้คิดเรื่องเพศ แอบชายตามองเพศตรงข้ามตามสบาย นั่งตามสบาย กินตามสบาย พูดตามสบาย นอนตามสบาย แต่เมื่อสุดท้าย ถึงเวลาที่เดือดร้อนก็ไม่มีที่พึ่ง เพราะไม่ได้สร้างกุศลไว้ ไม่ได้ฝึกจิตให้สำรวมไว้

ความสุขลวก ๆ ที่ปุถุชนเสพแล้วคิืดว่าไม่เป็นไร ปล่อยไปก็ได้ เป็นของไม่มีแก่นสาร ไม่ยั่งยืน เมื่อปุถุชนเสพความสุขใด ความสุขนั้นก็จะสลายไปในที่สุดเพราะความไม่เที่ยง ไม่ใช่ของตน  แล้วความทุกข์ ก็จะกลับมาหาเขาอีกครั้ง ถึงเวลานั้น ก็จะพบกับทรมานอีก วนเวี่ยนเป็นวัฏจักรที่ไม่มีดี


ตรงกันข้าม หากสละความสุข มาพบกับความยากลำบากในการ ปรับจิตของตนเอง ให้สูงขึ้นจากความสุขเหล่านั้น เมื่อใช้ความพยายามความตั้งใจให้จิตพ้นจากสุขลวก ๆ อย่างนั้นแล้ว มีจิตที่สมบูรณ์ขึ้น มองสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน มีความมั่นคงทางใจมากขึ้น ย่อมจะได้รับความสุขมากขึ้น และไม่ต้องไปเสพสุขไร้สาระแล้วตามมาด้วยปัญหาอย่างที่เคยเสพมา 

ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับเรา  ว่าเราจะยอมแลก ความสุขที่ไม่จริง ซึ่งพาเราไปเจอความทุกข์จริง ๆ

กับการพบความทุกข์บ้าง  ที่จะพาเราไปเจอความสุขจริงๆ 

อยู่ที่ตัวเราเองเลือกเท่านั้น


ขณะที่ทำกุศล อาจเหนื่อยบ้าง แต่เป็นความเหนื่อยที่ไม่เสียกำลังของลูกผู้ชาย (หรือลูกผู้หญิง)

กิเลส เหมือนศัตรู คนที่นอนในสนามรบจะมีโอกาสเดียวเท่านั้นคือตาย แต่ในทางตรงกันข้าม หากว่าเราลุกขึ้นสู้ เราจะไม่ตาย


ในสนามรบ การรบอาจมีแพ้ มีชนะบ้าง แต่การรบกับกิเลส เราต่างมีอาวุธอัศจรรย์ เมื่อใครได้นำมาใช้แล้ว จะมีกำลัง มีเวทย์มนต์เอาชนะศัตรูได้เด็ดขาด ได้แก่ ธรรมะของพระพุทธเจ้า การต่อสู้กับกิเลส บางครั้งอาจจะอ่อนล้า เหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ อยากตาย เครียด ร้องไห้

แต่ไม่ควรยอม น้อยใจ หรือร้องไห้ ศัตรูล้อมเราไว้ รอบด้าน ทั้งเกิดแก่เจ็บตาย เหนื่อยกับทำมาหาเลี้ยงชีพจากที่เกิดมา เหนื่อยกับความร้อนเร่าเพราะรักโลภโกรธหลง มีทางเอาตัวรอดทางเดียวเท่านั้นคือ "สู้"


เพราะเมื่อเรา "สู้" เสร็จแล้ว  ศัตรูก็ตายแล้ว หลังจากนั้น เราจะนอนหลับสบายทุกคืน ไม่ร้องไห้ ไม่เจ็บปวดเพราะถูกศัตรูแทง

บันทึกการเข้า

ครูนภา

  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • ******
  • ผลบุญ: +25/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 567
  • ภาวนา ร่วมกับพวกท่าน แล้วสุขใจ
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ยอดเยี่ยมมากคะ คุณ ratchanee น่าจะผ่านด่าน นี้ได้คะ
ขอให้มีความพยายาม ต่อไปนะคะ

  :welcome: :25: :25: :25:
บันทึกการเข้า
ศรัทธา ปัญญา ขันติ ความเพียร คุณสมบัติผู้ภาวนา
ขอเป็นกัลยาณมิตร กับทุกท่าน ที่เป็นกัลยาณมิตร

tcarisa

  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +9/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 476
  • ก้าวน้อย แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
อ้างถึง
รู้สึกว่า กระทบใจอย่างแรง เลยคะ ต้องอ่านกลับไป กลับมาหลายรอบ เพราะอ่านแล้วรู้สึกหงุดหงิด เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ได้มีมุมมอง ที่แสดงให้เห็นว่า ดิฉัน เป็นคนที่ ถึือดี อวดเก่ง แหมอ่านแล้วรู้สึก ตะหงิด ๆๆ เพิ่มขึ้นมา ยิ่งอ่านอารมณ์ ยิ่งหงุดหงิด มาก และดิฉัน ก็อ่านทบทวน กลับไป กลับมา

บรรยายอารมณ์ ได้ชัดเจนดีคะ เป็นผู้ที่ยอมรับตามความเป็นจริง ตามธรรมดาบุคคลถ้าไม่เห็นธรรมจะมักปกปิดไว้คะ

นับถือคะ

  :25: :25: :25:
บันทึกการเข้า
เราเป็นหน่ออ่อน ที่รอการเติบโต
จึงขอสั่งสมบารมีธรรม เพื่อพระนิพพาน

Namo

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +5/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 179
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0


    พอนึกถึงมาตรงนี้ ดิฉันจึงเดินกลับไป ที่ห้องพระแล้ว พนมมือ กล่าวคำขอขมา ครูอาจารย์ ที่ลูกศิษย์ลืมคำสอนของครูอาจารย์ในการภาวนา เมื่อขอขมาเสร็จ จึงนั่งกรรมฐานภาวนา พุทโธ หายใจเข้า หายใจออก ประมาณเกือบ 30 นาที ซึ่งวันนี้แปลกมากทุกครั้งไม่เคยทำกรรมฐานได้ แต่วันนี้กลับทำกรรมฐานได้ รู้สึกดีมาก ๆ เลยคะ


     :c017: :c017: :c017: :25: :25: :25:

  ตรงนี้เห็นผล มากคะ ถ้าศิษย์กรรมฐาน หมิ่นในธรรมของครูอาจารย์ วิชาก็สูญสิ้นคะ เพราะขาดความเคารพคะ การกระทำที่หมิ่นในครูอาจารย์ เรียกว่า ปรามาส เมื่อปรามาส ธรรมก็จะถูกปิดกั้นคะ โดยเฉพาะถ้าครูอาจารย์นั้นเป็นพระอริยะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบด้วยแล้วนะคะ ยิ่งมีผลมากคะ .......


   นับถือ คุณ Ratchanee จริง ๆ คะ

   :25: :25: :25:
บันทึกการเข้า

sunee

  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +1/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 301
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
[๖๒๗] ครั้งนั้นแล นางธนัญชานีพราหมณี กำลังนำภัตเข้าไปเพื่อ
พราหมณ์ภารทวาชโคตร ก้าวเท้าพลาดจึงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ... ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ฯ
            เมื่อนางธนัญชานีพราหมณีกล่าวอย่างนี้แล้ว
พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กล่าวกะนางธนัญชานีพราหมณีว่า
ก็หญิงถ่อยนี้กล่าวคุณของสมณะโล้นอย่างนี้
อย่างนี้ ไม่ว่าที่ไหนๆ แน่ะหญิงถ่อย บัดนี้ เราจักยกวาทะต่อพระศาสดานั้น
ของเจ้า ฯ
            นางธนัญชานีพราหมณีกล่าวว่า พราหมณ์ ฉันยังไม่เห็นบุคคลผู้จะพึงยกถ้อยคำต่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นในโลก พร้อมด้วยเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมด้วยสมณพราหมณ์เทวดาและ
มนุษย์ ข้าแต่พราหมณ์ เอาเถิด ท่านจงไป แม้ไปแล้วก็จักรู้ ฯ
            [๖๒๘] ลำดับนั้นแล พราหมณ์ภารทวาชโคตรโกรธขัดใจ เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคแล้ว
นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
            พราหมณ์ภารทวาชโคตรนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
                         บุคคลฆ่าอะไรได้ ย่อมนอนเป็นสุข
                         ฆ่าอะไรได้ ย่อมไม่เศร้าโศก
                         ข้าแต่พระโคดม พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่า
                         ธรรมอะไรเป็นธรรมอันเอก ฯ
[๖๒๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลฆ่าความโกรธได้
ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก
         ดูกรพราหมณ์
พระอริยะเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ
อันมีมูลเป็นพิษ มีที่สุดอันคืนคลาย
เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=15&A=5136&Z=5184

หลังจากฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ภารทวาช  อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญตนอยู่ไม่นานก็สำเร็จเป็นพระอรหันค์
บันทึกการเข้า

because

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 71
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
เป็นนักภาวนา จะหาความสบายในการภาวนา นั้นเลย เป็นเรื่องเป็นได้ยาก

ดังนั้น ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ผู้รู้กล่าว พระนิพพาน ว่าเป็นธรรมอันยิ่ง

  หากผู้ใด ภาวนาพบกับความลำบาก สิ่งที่พระอาจารย์ ต้องขอบอกว่า ต้องเหนื่อย

  ลูกศิษย์พระอาจารย์ ส่วนใหญ่จะให้ไปพิสูจน์ ตนเอง ที่เขาวงพระจันทร์ แม้พระอาจารย์เอง ก็ต้องไปพิสูจน์ธรรม หลายครั้ง ด้วยกัน

  วัดเขาวงพระจันทร์ นั้น มีบันได ทอดยาวทั้งหมด 1790 ขั้น เดินขึ้นเขาอีก 700 เมตร ผู้ไปพิสูจน์ตนจะเห็น
ธรรมของตนเอง ระหว่าง ที่ขึ้น ส่วนใหญ่ จะมีกำลังใจดี ที่ขั้นที่ 1 ยากขึ้น ดังนั้นก่อนขึ้นให้ผูกคำอธิษฐานว่า
จะขึ้นให้ได้ ผู้ทีขึ้นไป ส่วนมาก ก็จะท้อที่ ระยะ 420 ขั้นแรกเพราะศาลาหลังแรก จะอยู่ตรงนี้ และก็จะมองขึ้นไป ว่าอีกไกลมาก โดยเฉพาะ ระยะทางที่ใกล้จะถึง ประมาณ 1400 ขั้นนั้น จะชันมาก

  บางคนขึ้นได้ครึ่งทาง ก็ถอดใจ ลงเสีย บางคนพระอาจารย์ ต้องยอมเดินขึ้นไปด้วย จึงจะไปต่อ

  ดังนั้นถ้าเปรียบ มาที่การภาวนา จริง ๆ ของผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะสายสติ หรือ สมาธิ สิ่งที่ต้องมีของผู้ปฏิบัติก็คือ
ความอดกลั้น อดทนต่อสภาวะ ที่จะเกิดขึ้น

  ก็ให้กำลังใจเท่านี้ ทุกข์ ใน วัฏฏะสงสาร นั้นทรมานเรามาด้วยความกดดัน มาหลายชาติแล้ว น้ำตาของเราอาจจะร้องไห้ไว้เป็นไห ๆ แล้ว

  อย่าท้อ เมื่อต้องเหนื่อย

  อย่าท้อ เมื่อต้องทนความกดดันของสภาวะ

  อย่าท้อ เมื่อน้ำตาของเธอต้องไหลริน

  อย่าท้อ แม้คนอื่นทั้งหลายจะไม่เข้าใจเธอ

  เจริญธรรม
  ;)
บันทึกการเข้า

RATCHANEE

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 84
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ย่าท้อ เมื่อต้องเหนื่อย

  อย่าท้อ เมื่อต้องทนความกดดันของสภาวะ

  อย่าท้อ เมื่อน้ำตาของเธอต้องไหลริน

  อย่าท้อ แม้คนอื่นทั้งหลายจะไม่เข้าใจเธอ


เป็นคำเตือนใจ ที่ดี  มาก ๆ คะ

ขอบคุณทุก ๆ ท่าน คะ

 :c017: :c017: :c017:
บันทึกการเข้า